วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคความดันโลหิตต่ำ ภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้าม

มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดี
ขอเผยแพร่ความรู้นะค่ะ เพราะพอดีที่บ้านคุณแม่ขอดิฉันเป็นอยู่ค่ะ
มาคู่กับวัยทองเลยค่ะ โรคนี้อาจจะดูไม่หน้ากล้วแต่อย่ามองข้ามนะค่ะ






เป็น ที่ทราบกันว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้คนเอาใจใส่และให้ความสำคัญทว่าภัยของโรคความดันโลหิตต่ำนั้นคน ทั่วไปมักไม่รู้เท่าทัน เรามักจะพบผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดีตามปกติ อีกทั้งยังเสริมอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนด้านการงานก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยและไม่มีความกดดัน ทว่ายังคงรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง โดยเฉพาะหลักจากรับประทานอาหารมือกลางวันแล้วจะรู้สึกง่วงซึม เรี่ยวแรงหดหาย นั่งฟุบโต๊ะหาวหวอดๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่มีสมาธิในการทำงานยิ่งไปกว่านั้นอาจมีอาการใจสั่น ขี้หนาว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานล้วนคิดว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศกำลังพอเหมาะ แต่ตนเองกลับรู้สึกว่าช่างหนาวเย็นจับใจจนต้องสวมเสื้อคลุมทับ แต่พอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกลับไม่พบความผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจวัดความดันโลหิตเพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอาการ ที่เกิดขึ้นจะเป็นผลมาจากความดันโลหิตต่ำ

          อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ

          โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) และความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ต่ำกว่า 100/70 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) จะ ถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ ซึ่งจะพบบ่อยในสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตต่ำ

          ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้าง...

          ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยความดันโลหิตต่ำชนิดเฉียลพลันหมายถึงว่า ความดันโลหิตต่ำลงอย่างฮวบฮาบจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะแสดงอาการหลัก ๆ คือ หน้ามืดและช็อคหมดสติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นลมหรือหัวใจล้มเหลว แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เราพูดถึงกันโดยทั่วไปนั้นหายถึงความดันโลหิตต่ำ ชนิดเรื้อรัง ซึ่งแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้

          1.ความ ดันโลหิตต่ำที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุ: ส่วนใหญ่พบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือรูปร่างที่อ่อนแอผอมบาง ซึ่งมักจะพบในหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวและผู้สูงอายุ บางรายไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ ปวดศีรษะหรืออาจจะถึงขั้นเป็นลม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงอาการจะยิ่งชัดเจนขึ้น

          2.ความ ดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนอิริยาบถ: หมายถึงความดันโลหิตจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนท่าทางจากการนอนมา เป็นการนั่งหรือยืนในทันที หรือมีการยืนนาน ๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ ใจสั่น ปวดต้นคอ ปวดหลังฯลฯ

          3.ความ ดันโลหิตต่ำจากการใช้ยาหรือการเจ็บป่วยของร่างกาย: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคหัวใจรูมาติก ขาดสารอาหารเรื้อรัง ยาลดความดันโลหิต ยากกล่อมประสาท ยาต้านโรคซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใช้ยาความดันมากเกินขนาดเพื่อให้ความดันโลหิตต่ำ ลงโดยเร็วและลดต่ำลงมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างเฉียบพลันหลังปัสสาวะ เนื่องจากปัสสาวะถูกขับออกไปทำให้ความดันในช่องท้องลดต่อลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่กลับไปสู่หัวใจลดน้อยลงด้วย ทำให้เกิดอาการเป็นลมเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลงอย่างเฉียบพลันซึ่งมักจะ เกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้สูงอายุตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึง

          โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร

          ผู้ ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบางรายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่บางรายจะมีอาการหูอื้อ ปวดศีรษะ ตาลาย ปวดหลังและบั้นเอว มือเท้าเย็น อ่อนเพลีย สมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ หรือรู้สึกว่าสมองถูกบีบคั้น ปวดแสบปวดร้อน หรือท้องเดิน ท้องผูก มีแก๊สสะสมในลำไส้ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ฯลฯ

          อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไม่อาจมองข้ามได้

          คน ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าความดันโลหิตและไขมันในเลือดนั้นเหมือนกันคือยิ่งต่ำ ยิ่งดี ทว่าแม้จะต่ำก็ต้องมีขีดจำกัด หากความดันโลหิตต่ำเกินไปย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือดฝอยส่วนปลายในร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยง รวมท้งเกิดการคั่วของคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึมและ ที่สำคัยคือ อาจจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมองเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อ เลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ขี้หลงขี้ลืมสมองล้า ไม่มีสมาธิฯลฯ หากไม่มีการบำบัดอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลด ลง ความสามารถในกาองมองเห็นและการได้ยินลดลง อ่อนเพลียซึมเศร้าก่อให้เกิดอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุหรือเป็นตัวเร่ง อาการให้หนักขึ้นหรืออาจส่งผลให้หกล้มเนื่องจากเป็นลม ทำให้กระดูกหักได้ อีกทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ด้วย

          การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร...

          การ แทพย์จีนได้จัดโรคความดันโลหิตต่ำให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการพร่องลงของ พลังซี่และเลือดในร่างกายหรือที่เรียกว่าชี่พร่อง-เลือดพร่องนั่นเอง เลือดกับพลังชี่มีคุณสมบัติต่างกันคือ เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งและให้ความชุ่มชื้น ส่วนพลังชี่เนหยางชอบความเคลื่อนไหวและให้ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของเลือดกับพลังชี่แท้ที่จริงแล้วก็คือความสัมพันธ์ของ หยิน-หยางในระบบการไหลเวียนของเลือดนั่นเอง

          -เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน; กระบวน การเกิดและการสร้างเลือดต้องอาศัยพลังชี่และการเคลื่อนไหวของพลังชี่ ถ้าพลังชี่สมบูรณ์ เลือดก็จะสร้างขึ้นมาได้อย่างเพียงพอ และในทางกลับกันพลังชี่ก็ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้น การไหลเวียนของเลือดจะนำพาพลังชี่ไปสู่ทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้าเลือดพร่องลง พลังชี่ก็จะพร่องตามไปด้วย ทำให้ชี่พร่องและเลือดพร่องมักจะเกิดขึ้นร่วมกันอยู่เสมอ

          -พลัง ชี่ผลักดันการไหวเวียนของเลือด: เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งไม่สามารถไหลเวียนได้เองต้องอาศัยแรงผลักดันจาก พลังชี่ จึงกล่าวได้ว่า พลังวิ่งเลือดเดิน พลังนิ่งเลือดหยุด ถ้าพลังชี่พร่องลง เลือดก็จะไหลเวียนช้าลง ทำให้ชี่และเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึงส่งผลให้ เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่าง ๆ ได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

          การ แพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิธีบำรุงชี่-บำรุงเลือดเพื่อบำบัดภาวะความดันโลหิต ต่ำ เมื่อชี่-เลือดในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตก็จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคความดันโลหิตต่ำก็จะทุเลาลงหรือหายไปในที่สุด

          วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ

          1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตในร่างกาย

          2.พักผ่อนให้เพียงพอ:  ความ เหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอต่างก็ยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตรากตรำทำงานเกินควร หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนหลับไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป

          3.หลีก เลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป: การเก็บของไม่ควรก้มศีรษะลงโดยตรงแต่ควรทรุดตัวนั่งยอง ๆ ลงก่อน ยามตื่นนอนไม่ควรลุกยืนขึ้นมาในทันทีทันใด แต่ควรรอให้แน่ใจว่าร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น

          4.ใส่ ใจสภาพแวดล้อมและการแต่งกาย: ไม่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ำลง นอกจากนี้การผูกเน็คไทแน่นเกินไป การสวมเสื้อที่มีปกเสื้อสูงหรือคอเสื้อแคบเกินไปอาจจะไปกดทับหลอดเลือด แดงบริเวณต้นคอส่งผลให้ความดันต่ำลงจนหน้ามืดเป็นลมได้

          5.เพิ่ม สารอาหารให้เพียงพอ: ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำนั้น หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตยิ่งต่ำลงไปอีก แต่หากเสริมอาหารให้เพียงพอจะช่วยให้ความดันโลหิตเข้าใกล้ระดับปกติมากยิ่ง ขึ้นอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสที่จะลดลงหรือหายไปได้
          6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง: เช่น เชลเลอรี ฟักเขียว ถั่วเขียว มะระ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล หัวไชเท้า เป็นต้น

          7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายทำให้ระบบประสาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรงทั้งยังรักษาความดันโลหิตต่ำให้ดีขึ้น

          8.เลือก ประเภทการออกกำลังอย่างเหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องยืนนาน ๆ หรือต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ ส่วนผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายก่อนการออกกำลัง ควรตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนทางที่ดีควรออกกำลังภายใต้คำแนะนำของแพทย์และ ครูผู้เชี่ยวชาญ

          9.ใช้ ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอาการเจ็บป่วยใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าว่าตนมีอาการความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงไปอีก


         


ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 
ขอบคุณสำหรับแหล่งความรู้ : thaihealth

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด

  ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด
นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์
     ในปัจจุบันทางการแพทย์และทางจิตเวชดูเหมือนจะรับรู้และยอมรับกันแล้ว ว่า “กาย” กับ “ใจ” มีความสัมพันธ์กัน การป่วยใจอาจทำให้ป่วยกาย และการป่วยกายก็อาจทำให้ป่วยใจไปด้วย โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจก็เป็นหนึ่งในนั้น ลองมาติดตามกันดูครับว่าสองโรคนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
ความสัมพันธ์ของสองเรา
     จากการศึกษาพบว่า โรคซึมเศร้า (depressive disorder) กับโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) มีความสัมพันธ์กันใน 3 กรณีดังต่อไปนี้

     1. โรคซึมเศร้าทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
     มีการศึกษาหลาย ชิ้นที่ได้ทำการติดตามผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจขาด
เลือด เป็นเวลา 13-27 ปี เพื่อดูว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากน้อย แค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดประมาณ 8.2% ซึ่งมากกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่เป็นโรคซึมเศร้า) ถึง 1.7-4.5 เท่าตัว จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่าการเป็นโรคซึมเศร้านาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบขี้หงุดหงิด ใจร้อน โมโหง่าย ชอบแข่งขัน(หรือเปรียบเทียบ)กับคนอื่น และทำอะไรรีบๆ ร้อนๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากยิ่งขึ้น

     2.โรคหัวใจขาดเลือดทำให้เกิดโรคซึมเศร้า
      จากการศึกษาพบว่า ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดนั้นพบความชุกของโรคซึมเศร้าได้มากถึง 17-27% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าความชุกของโรคซึมเศร้าในคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าที่มาก ขึ้น

     3.ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
      นอกจากความสัมพันธ์ในสองแบบแรกแล้วยังพบอีกว่า การที่ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะทำให้อาการของโรค หัวใจรุนแรงมากขึ้น มีโอกาสเป็นซ้ำสูงขึ้น และมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย
ขอยกตัวอย่างการศึกษาของ Leeperance (1996) ซึ่งได้ทำการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเป็นเวลา 18 เดือน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือ 1) กลุ่มที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย และ 2) กลุ่มที่ไม่มีโรคซึมเศร้า ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก 18 เดือนผ่านไป กลุ่มที่เป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคซึมเศร้าจะเสียชีวิตประมาณ 21% ส่วนกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจอย่างเดียวจะเสียชีวิตประมาณ 8% เท่านั้น
     และ หากดูผลการศึกษาหลายๆ ชิ้นจะพบข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันคือ ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าผู้ ป่วยที่ไม่มีโรคซึมเศร้า 2-3 เท่าตัว และจากการศึกษาต่อมายังพบอีกว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยหากรักษาโรคซึมเศร้าแล้วอัตราการ เสียชีวิตก็จะลดลงมาใกล้เคียงปกติได้

สาเหตุที่เรามีความสัมพันธ์กัน
     ในแง่ของพฤติกรรม เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการเบื่อ ไม่อยากทำอะไร ทำให้ไม่สนใจดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแย่ลง จึงมีโอกาสทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนทั่วไป ส่วนในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็มักจะทำให้อาการของโรคแย่ลง อีกทั้งพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้ามักจะไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของ แพทย์ ขาดยาบ่อยๆ รวมทั้งไม่ไปพบแพทย์ตามนัดอีกด้วย
ในขณะเดียวกันตัวโรคหัวใจขาดเลือดเองก็ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรง จึงทำให้ผู้ที่เป็นเกิดความเครียดและความกังวลหลายอย่าง อีกทั้งอาการของโรคหลายครั้งก็จำกัดการทำกิจกรรมของผู้ป่วย (เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก) จึงทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย

      ในแง่การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โรคซึมเศร้าก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย เช่น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น มีโอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้น การทำงานของเกล็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้การเป็นโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลานานจะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น (ฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สัมพันธ์กับความเครียด) ซึ่งผลของการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนคอร์ติซอลนี้ปลายทางแล้วจะทำให้ระดับไขมัน ชนิดแอลดีแอลสูงขึ้น (ไขมันแอลดีแอล (LDL) เป็นไขมันไม่ดี ค่ายิ่งสูงยิ่งไม่ดี) แต่มีไขมันชนิดเอชดีแอลลดลง (ไขมันเอชดีแอล (HDL) เป็นไขมันที่ดี ค่ายิ่งเยอะยิ่งดี) ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดให้สูงขึ้น

สุดท้าย
     จากผลการศึกษาทั้ง หมดทั้งปวงนี้สรุปได้ว่า “กาย” กับ “ใจ” นั้นมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นนอกจากเราจะดูแลสุขภาพ “กาย” แล้วก็อย่าลืมนึกถึงสุขภาพ “ใจ” ด้วยนะครับ ถึงจะเรียกได้ว่ามีสุขภาพดีอย่างแท้จริง และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หากพบว่าตัวเองเหมือนจะมีอาการซึมเศร้าแล้วละก็ ให้รีบมาพบแพทย์นะครับ
     เพราะยิ่งรับการรักษาเร็วเท่าไรก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ “หัวใจ” เท่านั้น 

ยังไงก็รักษาสุขภาพ

 รักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย 
กินอาหารให้เป็นประโยชน์ด้วยนะค่ะ

ขอบคุณสำหรับแหล่งความรู้