วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สุขภาพดีด้วยมะนาว

ในคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ยังออกมาสนับสนุนให้ประชาชนวางแผนเมนูการทำอาหารในแต่ละมื้อว่า ต้องมีมะนาวรวมอยู่ด้วย หรือดัดแปลงรสชาติอาหารให้มีรสเปรี้ยวถูกปากมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า หากคุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา และในเคล็ดลับสุขภาพ ก็นำเสนอการใช้ น้ำอุ่น ผสมกับน้ำมะนาว เพื่อสุขภาพที่ดีอีกด้วย แล้วอย่างนี้ คุณจะไม่ลองจิบน้ำอุ่นๆ ผสมน้ำมะนาวก่อนออกไปทำงานซักแก้วเล็กๆ นึงล่ะ

  • ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น
  • รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง
  • ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว
ใครจะคิดว่า มะนาว จะมีประโยชน์และสรรพคุณในการลดน้ำหนักที่ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่ง ที่พิเศษไปกว่านั้นคือมันทำให้เรากินเนย โปรตีน ช็อกโกแลตและไอศกรีมได้อย่างสบายใจ คุณสามารถกินได้เท่าที่ใจอยากจะกิน โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของแคลอรี
อ้างอิงจากเว็บ kapook.com / bodyhealth.1daynight.com /

ขอบคุณสำหรับที่มาของแหล่งความรู้

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ออกกำลังกาย ชะลอหัวใจเสื่อม



ที่มาพูดถึงเรื่องหัวใจ เพราะแม่เคยเป็นแล้ว
ช่วงนี้แก่บ่นว่าไม่สบาย เราก็เลยได้อ่านเรื่องนี้
เราว่ามีประโยชน์เลยเอามาให้อ่านกัน

ออกกำลังกาย ชะลอหัวใจเสื่อม
พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์

การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับหัวใจ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นเราลองมาดูกัน

    เพื่อนแพทย์ของผมคนหนึ่งมีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดในครอบครัว เขาจึงพยายามออกกำลังกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ถึงขนาดเคยฝึกเป็นนักวิ่งมาราธอนมาแล้ว แต่ก็ยังไม่วายเจ็บหน้าอกในวันหนึ่งขณะที่กำลังวิ่งบนเครื่องวิ่งที่บ้าน เมื่อได้รับการตรวจก็พบว่าเขาเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แต่เป็นไม่มาก ใช้เวลาในการพักฟื้นแค่เดือนเดียวก็กลับมาทำงานได้
การที่นักกีฬา เป็นโรคหัวใจขาดเลือดอ่อนๆ และใช้เวลาในการพักฟื้นเร็วอธิบายได้ว่า เมื่อหลอดเลือดหัวใจของคนเราตีบลงช้าๆ การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ร่างกายจึงมีการสร้างหลอดเลือดเล็กๆ หลายหลอดขึ้นมาไหลอ้อม (collateral circulation) บริเวณหลอดเลือดหลักที่ตีบตันขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อทดแทนการขาดหายไปของเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นยังพอมีเลือดมาเลี้ยงเมื่อหลอดเลือดหัวใจหลัก เกิดตีบตันขึ้นมาอย่างเฉียบพลันในขณะที่ออกกำลังกาย และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เพื่อนผมไม่ต้องพักฟื้นนานนั่นเอง

     โดย collateral circulation นี้จะเกิดขึ้นกับร่างกายทุกแห่งที่เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ที่พบได้บ่อยๆ และเห็นชัดคือที่น่องของคนที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงขาตีบตัน คนกลุ่มนี้เมื่อเป็นโรคมากขึ้นถึงจุดหนึ่งเวลาเดินจะมีอาการกล้ามเนื้อขาขาด เลือด ทำให้ปวดน่อง พอหยุดนั่งพักแล้วจะหายปวด และถ้าพวกเขาฝืนเดินและทนปวดไปเรื่อยๆ ธรรมชาติจะสร้างหลอดเลือดเล็กๆ ไหลอ้อมหลอดเลือดหลักที่ตีบตันขึ้น ส่งผลให้หายปวดกล้ามเนื้อได้ แต่สำหรับหัวใจการฝืนออกกำลังกายโดยทนเจ็บหน้าอกนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่อง ที่อันตรายมาก เพราะหัวใจอาจจะเต้นสะดุดหยุดลง ซึ่งอาจจะทำให้ตายได้ทันทีหากช่วยไม่ทัน จึงไม่ควรฝืน

     เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นความสามารถในการทำงานของหัวใจจะลดลง เช่น เส้นประสาทที่ไปกำกับการเต้นของหัวใจทำงานน้อยลง ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง อย่างไรก็ตาม คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีการเปลี่ยนแปลงของส่วนนี้น้อยกว่าคนไม่ออก กำลังกาย รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำยังทำให้การบีบและคลายตัวของหัวใจ (เพื่อรับหรือฉีดเลือด) ยังคงทำงานได้ดีเมื่ออายุมากขึ้น หากเทียบกับคนไม่ออกกำลังกาย

     นอกจากนี้เมื่ออายุมากขึ้นหลอดเลือดแดงในร่างกายจะแข็งขึ้นจึงขาดความ ยืดหยุ่น ทำให้เกิดความต้านทานมากขึ้น ความดันเลือดก็จะสูงขึ้น ความสามารถของเซลล์ร่างกายที่จะใช้ออกซิเจนก็ลดลง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดยการออกกำลังกาย

     ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าสังขารจะเป็นอนิจจัง ไม่มีใครหยุดยั้งความแก่ได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตได้ เพราะคนใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า ขณะที่การเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ เพื่อควบคุมร่างกายไม่ให้อ้วน ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารถูกสุขลักษณะ งดเว้นบุหรี่ จะทำให้ความเสื่อมตามอายุเกิดขึ้นช้า สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาจึงกล่าวว่า การใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ เป็นสาเหตุสำคัญมากของโรคหลอดเลือดและหัวใจ จึงแนะนำให้ปรับปรุงดังนี้

     ปรับปรุงการไหลเวียนเลือด
การออกกำลังกายทำให้ร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น สิ่งนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดมีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น

    ปรับปรุงการทำงานของหัวใจ
กล้ามเนื้อหัวใจต่างจากกล้ามเนื้อแขนขาตรงที่มันทำงานด้วยการบีบและคลายตัว เพื่อส่งเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายตลอดเวลา การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือในแต่ละครั้งที่บีบตัวฉีดเลือดมันจะส่งเลือดออกไปได้มากกว่าคนที่หัวใจ ไม่แข็งแรง คนที่หัวใจแข็งแรงจึงมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยให้ปอดทำงานส่งออกซิเจนไปสู่เลือดได้ดีขึ้น ดังนั้นร่างกายจึงได้รับเลือดมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้แข็งแรงขึ้น

     ลดความดันเลือด การออกกำลังกายช่วยให้การควบคุมความดันเลือดเป็นไปอย่างปกติมากขึ้น ถ้าคุณเป็นคนอ้วนหรือเป็นโรคความดันเลือดสูงก็จะยิ่งเห็นผลของการออกกำลัง กายต่อการลดความดันเลือดได้ชัดเจนขึ้น

     ปรับปรุงระดับไขมันในเลือด
การออกกำลังกายมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด คือทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง และช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีที่เรียกว่า HDL (High Density Lipoprotein cholesterol) ที่ช่วยทำให้หลอดเลือดแดงไม่แข็งตัว และอาจลดระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือ LDL (Low Density Lipoprotein cholesterol) ซึ่งทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวตีบตัน

     การออกกำลังกายทำให้สุขภาพของหลอดเลือดดีขึ้น การควบคุมความดันเลือดให้ลดลงมีผลดีต่อหลอดเลือดแดง เพราะทำให้เยื่อบุหลอดเลือดแดง (endothelium) มีความเครียดจากความดันเลือดน้อย ซึ่งทำให้มีการเกาะพอกตัวของตะกรันคอเลสเตอรอล (plaque) น้อยกว่าในกรณีที่มีความดันเลือดสูง นอกจากนี้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดแดงยังสามารถหลั่งสารที่มีฤทธิ์หย่อนคลายการ บีบตัวของ(กล้ามเนื้อ)หลอดเลือดแดงด้วย โดยมีข้อมูลแน่ชัดว่า การออกกำลังกายช่วยให้การทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดแดงดีขึ้น

    
ช่วยลด hs-CRP อีกปัจจัยหนึ่งที่ มีผลต่อสุขภาพของหลอดเลือดคือการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น การอักเสบที่เหงือกจะมีผลต่อสุขภาพของหลอดเลือดทั่วไป เราวัดการอักเสบได้โดยการเจาะหา high sensitivity C-reactive protein (hs-CRP) โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การอักเสบมีบทบาทสำคัญในการทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว แต่การออกกำลังกายช่วยลด hs-CRP ได้

     ปรับปรุงการใช้ออกซิเจนให้ดีขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้เซลล์สามารถเข้าถึงออกซิเจนในเลือดได้ดีขึ้น จึงช่วยลดการทำงานของหัวใจลง และทำให้ร่างกายทนต่อการออกกำลังมากขึ้น

     ปรับปรุงการใช้น้ำตาลและระดับอินซูลินในเลือดให้ดีขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างใกล้ชิด ซึ่งการออกกำลังกายช่วยในแง่นี้
นอกจากนี้การออกกำลังยังมีผลดีอย่างอื่นอีก เช่น ลดความโน้มเอียงที่เลือดจะแข็งตัวไปอุดตันหลอดเลือดสำคัญ ปรับปรุงระบบภูมิต้านทานโรค และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า

     จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ด้วยการหันมาออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพของ ท่านดีขึ้นได้เป็นอย่างมาก คือไม่ใช่อายุยืนอย่างเดียว แต่คุณภาพชีวิตยังดีขึ้นด้วย โดยการออกกำลังกายแค่สัปดาห์ละ 7 ชั่วโมงจะสามารถลดความเสี่ยงตายของท่านได้ถึงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ออกกำลังกายน้อยกว่าสัปดาห์ละ 30 นาที

     การออกกำลังกายมีผลดีขนาดนี้แล้วยังจะมัวนั่งๆ นอนๆ อยู่อีกทำไม
  

ขอขอบคุณที่มา : http://www.healthtodaythailand.com/

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รู้หรือไม่... โรคเกาต์รักษาได้หายขาด


รู้หรือไม่... โรคเกาต์รักษาได้หายขาด
ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติสซั่ม

     หลายคนคงรู้จักโรคเกาต์ และได้ยินมาว่า โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบที่มีอาการปวดอย่างรุนแรง รักษาไม่หาย ในระยะท้ายๆ จะมีปุ่มตามตัว ข้อถูกทำลาย และเกิดความพิการตามมา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเกาต์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนจะต้องทำอย่างไรนั้น ขอให้ติดตามเรื่องราวต่อไปนี้
โรคเกาต์คืออะไร
     โรคเกาต์เป็นผล จากการที่ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเกินจุดอิ่มตัว จนเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรต (คล้ายกับน้ำเชื่อมที่เข้มข้นตกผลึกเป็นเกล็ดน้ำตาล หรือน้ำเกลือเข้มข้นที่ตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ) โดยผลึกเหล่านี้จะสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ ข้อ และไต รวมทั้งอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งได้แก่ ข้ออักเสบ นิ่วในไต หรือภาวะทำงานบกพร่องตามมา แต่เราจะรู้จักกันแค่ข้ออักเสบเป็นส่วนใหญ่

สาเหตุ
     ระดับกรดยูริกในเด็กจะมีค่าประมาณ 3-4 มิลลิกรัม/เดซิลิต แต่ในเพศชาย ระดับกรดยูริกจะมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ส่วนระดับกรดยูริกในเพศหญิงจะมีค่าเพิ่มขึ้นภายหลังวัยหมดประจำเดือน (เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงจะทำหน้าที่เร่งการขับกรดยูริกออกทางไต) กรดยูริกที่เพิ่มขึ้นจะค่อยๆ ตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรตสะสมในร่างกายจนมากพอ และก่อให้เกิดข้ออักเสบขึ้น ซึ่งในเพศชายมักเกิดในช่วงอายุประมาณ 30-45 ปี ในขณะที่เพศหญิงจะเกิดภายหลังการหมดประจำเดือนไปประมาณ 5-10 ปี อย่างไรก็ดีการที่ระดับกรดยูริกในเลือดสูงเพียงชั่วคราวจะไม่สามารถทำให้ เกิดการตกตะกอนผลึกเกลือยูเรตในเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ ดังนั้นสาเหตุที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานๆ และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเกาต์มักได้แก่

      - ความผิดปกติของเอนไซม์ในเมตาบอลิซึมของสารพิวรีนในร่างกาย (สารพิวรีนเป็นสารตั้งต้นของกรดยูริก) ทำให้ร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินปกติ ความผิดปกตินี้จะก่อให้เกิดภาวะกรดยูริกในเด็ก และก่อให้เกิดโรคเกาต์ในคนอายุน้อย

      - มีการสร้างและสลายเซลล์ต่างๆ ของร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับกรดยูริกเพิ่มสูงขึ้น เช่น มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนมะเร็งที่เป็นก้อน เช่น มะเร็งปอด ตับ ลำไส้ มักไม่ก่อให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากนัก

      - ภาวะไตทำงานผิดปกติ เนื่องจากกรดยูริกที่ร่างกายสร้างขึ้นจะมีการขับออกทางไตเป็นหลัก เมื่อมีภาวะไตทำงานบกพร่องจึงเป็นสาเหตุให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น

      - การได้รับยาหรือสารบางอย่าง ที่ทำให้มีการลดการขับกรดยูริกออกทางไต เช่น ยาแอสไพรินขนาดต่ำ ยารักษาวัณโรค ยาขับปัสสาวะ และสุรา เป็นต้น กลุ่มเสี่ยง
     ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์สูง ได้แก่
     - เพศชาย อายุช่วงประมาณ 30-45 ปี หรือเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนด้วยสาเหตุดังกล่าวไปแล้ว
     - ผู้ที่มีโรคร่วมซึ่งได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในโลหิตสูง
     - ผู้ที่ดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำ
     - ผู้ที่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์และอาหารทะเลปริมาณมากเป็นประจำ
     - ผู้รับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาขับปัสสาวะ
     - ผู้ที่มีภาวะไตทำงานบกพร่อง เป็นสาเหตุให้มีการคั่งของกรดยูริกในเลือด
อาการและการดำเนินโรค
     โรคเกาต์ อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ คือ

      ระยะแรก เป็นช่วงที่ยังไม่มีอาการ แต่ตรวจพบระดับกรดยูริกในเลือดสูง (แม้จะทำการตรวจซ้ำแล้วก็ตาม) โดยไม่สามารถหาสาเหตุ หรือเมื่อพยายามแก้ไขสาเหตุของระดับกรดยูริกในเลือดที่สูงแล้วก็ตาม ในระยะนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจำเป็นต้องรับการรักษาหรือไม่ แต่มีหลักฐานว่าควรจะต้องรักษาหากตรวจพบนิ่วกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะ หรือพบว่าระดับกรดยูริกนั้นสูงกว่า 13.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในเพศชาย และ 10.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในเพศหญิง เนื่องจากถ้าติดตามไปจะพบว่า มีโอกาสเกิดภาวะไตวายหรือเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้นได้ถ้าไม่รักษา

      ระยะข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลัน ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ และมีข้ออักเสบอย่างรุนแรง โดยข้ออักเสบจะเกิดขึ้นเอง หรืออาจมีตัวกระตุ้น เช่น การได้รับการกระแทกบริเวณข้อ การดื่มสุราหรือเบียร์ การรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผัก เป็นต้น ข้อที่อักเสบจะบวม แดง ร้อน อย่างชัดเจน (รูปที่ 1) ผู้ป่วยจะขยับข้อลำบาก ปวด และทรมาน ในบางรายอาจมีอาการไข้ หรือหนาวสั่นร่วม ซึ่งทำให้แยกยากจากข้ออักเสบจากการติดเชื้อ ข้อที่พบจะเป็นกับข้อส่วนล่างของร่างกาย เช่น ข้อหัวแม่เท้า ข้อเข่า และข้อเท้า ข้ออักเสบมักเป็นเพียง 1-2 ข้อ การอักเสบในระยะแรกๆ จะเป็นอยู่นาน 5-7 วัน และสามารถหายได้เองโดยไม่ได้รับการรักษา และอาจเป็นใหม่ในระยะเวลาต่อมาอีก 1-2 ปี โดยระยะแรกๆ การอักเสบแต่ละครั้งจะห่างกันมาก แต่ถ้าเป็นมานานและได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ผลึกเกลือยูเรตจะสะสมในร่างกายมากขึ้น ข้ออักเสบในแต่ละครั้งจะมีจำนวนมากขึ้น และเป็นถี่ขึ้น ซึ่งในบางรายอาจมีข้ออักเสบกำเริบทุกเดือน เมื่อมีข้ออักเสบติดต่อกันทำให้ดูเหมือนเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ข้อจะผิดรูป ทำให้ดูคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ (รูปที่ 2)

      ระยะข้ออักเสบสงบหรือช่วงที่ไม่มีอาการ เป็นช่วงระยะเวลาระหว่างข้ออักเสบแต่ละครั้ง ซึ่งในระยะแรกๆ ช่วงเวลานี้จะนาน อาจนานเป็นปี จนผู้ป่วยลืมการอักเสบครั้งก่อนไปแล้ว แต่ถ้าเป็นมากขึ้น ระยะเวลาที่ไม่มีอาการนี้จะสั้นลงเรื่อยๆ

      ระยะมีปุ่มก้อนโทฟัส เป็นระยะท้ายของโรค มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์มานานกว่า 5 ปี และได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายสะสมเป็นก้อน ปูดออกมาบริเวณผิวหนังรอบๆ ข้อ (เรียกว่าปุ่มโทฟัส) ตำแหน่งที่พบปุ่มก้อนได้บ่อย ได้แก่ บริเวณข้อเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ นิ้วเท้า (รูปที่ 3ก.และ 3ค.) ปุ่มก้อนเหล่านี้จะกัดกินกระดูกให้กระดูกแหว่ง ข้อถูกทำลาย (รูปที่ 4) และเกิดความพิการในที่สุด ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีความผิดปกติในระบบอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะระบบไต เนื่องจากผลึกเกลือยูเรตสะสมที่ไต ทำให้ไตวาย เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และมีภาวะโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย
การวินิจฉัย
     ถึงแม้ว่าโรค เกาต์จะเป็นผลจากการที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง แต่การมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงร่วมกับมีข้ออักเสบไม่ได้หมายความว่าผู้ ป่วยต้องเป็นโรคเกาต์ เพราะมีภาวะต่างๆ ที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากมาย ดังนั้น การวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แม่นยำที่สุดจึงจำเป็นต้องเจาะตรวจน้ำไขข้อในขณะที่ ข้อมีการอักเสบ ซึ่งเมื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบผลึกเกลือรูปเข็มในน้ำไขข้อ (รูปที่ 5) ในกรณีที่ไม่มีข้ออักเสบ แต่ตรวจร่างกายพบปุ่มโทฟัส แพทย์อาจใช้เข็มสะกิดบริเวณปุ่มนั้นๆ ซึ่งจะได้สารสีขาวคล้ายชอล์กมา เมื่อไปส่องกล้องดูก็จะพบผลึกเกลือยูเรตเช่นกัน

      ในกรณีที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ขณะที่ข้ออักเสบหายแล้ว และตรวจไม่พบปุ่มโทฟัส การวินิจฉัยอาจทำได้ยาก แต่ก็อาจอาศัยลักษณะทางคลินิกที่ผู้ป่วยบอกเล่าและการมีระดับกรดยูริกใน เลือดสูงประกอบ แต่ความแม่นยำของการวินิจฉัยแบบนี้จะไม่ค่อยสูงมากนัก หรือแพทย์อาจพิจารณาโดยใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเกาต์ของวิทยาลัยโรคข้อและรู มาติสซั่มของประเทศสหรัฐอเมริการ่วมก็ได้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์ต่างๆ อย่างน้อย 6 ใน 12 ข้อ
การรักษา
     การรักษาโรคเกาต์ประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ

      การรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยา ได้แก่ การลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักตัวมากเกินไป การดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยการขับกรดยูริกออกทางไต งดการดื่มสุราและแอลกอฮอล์ทุกชนิด ลดการรับประทานอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล เป็นต้น (ไม่จำเป็นต้องงด เนื่องจากมีการศึกษาที่พบว่า การรับประทานอาหารที่ไม่มีสารพิวรีนเลยทำให้ระดับกรดยูริกในร่างกายลดลง เพียง 1.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เท่านั้น)
การรักษาด้วยวิธีการใช้ยา วิธีนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ

      - ระยะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลัน ยาที่ใช้ได้แก่ ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (ผลข้างเคียงที่สำคัญคือ การระคายกระเพาะ และกระเพาะเป็นแผลในระยะสั้น ส่วนการใช้ระยะยาวอาจทำให้ไตทำงานบกพร่อง) ยาโคลชิซีน (ผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ท้องร่วง) และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (ผลข้างเคียงระยะสั้นพบน้อย) ยาเหล่านี้จะใช้ประมาณ 5-10 วันเฉพาะช่วงที่ข้ออักเสบกำเริบ เมื่อข้อหายสงบดีก็สามารถหยุดยาได้

      - ระยะให้ยาป้องกันข้ออักเสบกำเริบ อาจใช้ยาในกลุ่มที่ใช้รักษาระยะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลัน แต่ใช้ในขนาดต่ำ ซึ่งยาคอร์ติโคสเตียรอยด์อาจมีผลข้างเคียงระยะยาวคือ กระดูกพรุน ติดเชื้อง่าย ภาวะเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ต้อกระจก กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น โดยการใช้ยาป้องกันมักให้ไปนานภายหลังจากควบคุมระดับกรดยูริกได้ดี และหากผู้ป่วยไม่มีข้ออักเสบกำเริบนานประมาณ 6 เดือน อาจพิจารณาหยุดยาได้

      - การให้ยาลดกรดยูริก การรักษาส่วนนี้มีความสำคัญที่สุดที่จะทำให้โรคหายขาดได้ เนื่องจากการให้ยาลดกรดยูริก ก็เพื่อทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดต่ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายละลายออกมา (เหมือนมีผลึกน้ำตาลหรือผลึกเกลือ แล้วเอาน้ำเปล่าเปลี่ยนใส่ตลอดเวลา) โดยยาที่ลดระดับกรดยูริกมี 2 ชนิดคือ ยาเร่งการขับกรดยูริกออกทางไต (ได้แก่ ยาโพรเบเนซิด ยาเบนซ์โบรมาโรน และยาซัลฟิลพัยราโซน) ส่วนยายับยั้งการสร้างกรดยูริก ได้แก่ ยาอะโลพิวรินอล ซึ่งการให้ยาลดกรดยูริกจะต้องปรับขนาดยาสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 6.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในรายที่ไม่มีปุ่มโทฟัส และต่ำกว่า 5.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในรายที่มีปุ่มโทฟัส โดยในรายที่ไม่มีปุ่มโทฟัส ผู้ป่วยควรได้รับยาลดกรดยูริกไปนานประมาณ 5 ปี ส่วนรายที่มีปุ่มโทฟัส ควรได้รับยาต่อภายหลังจากปุ่มโทฟัสหายไปแล้วอีก 5 ปี ทั้งนี้คาดว่าน่าจะละลายผลึกเกลือยูเรตออกไปได้มากพอ ส่วนในรายที่มีนิ่วในทางเดินปัสสาวะควรได้รับยาลดกรดยูริกรับประทานตลอด ชีวิต
การใช้ยาในการรักษาแต่ละช่วงจะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเอง และโรคร่วมที่มี ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
     ดังได้กล่าว แล้วว่า โรคเกาต์เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาที่ไม่ถูกทางจะทำให้โรคมีความรุนแรง ที่เข้าสู่ระยะที่มีปุ่มก้อน ข้อ และกระดูกถูกทำลาย รวมทั้งเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบไต หัวใจ และหลอดเลือด ดังนั้น การตั้งใจให้ความร่วมมือในการรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ รวมทั้งไม่มีอาการข้ออักเสบกำเริบอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย

ปฏิบัติตัวไม่ให้โรคเกาต์กำเริบ
     ผู้ป่วยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผลการรักษาโรคเกาต์เป็นไปด้วยดี โดยผู้ป่วยสามารถมีส่วนช่วยได้ดังนี้
      - สอบถาม และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเกาต์ และวิธีการปฏิบัติตัวจากแพทย์ เพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
      - รับประทานยาตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติ หรือมีผลข้างเคียงจากการรับประทานยาให้รีบปรึกษาแพทย์
     - ไม่ควรหยุดยา ปรับขนาดยา หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาแล้ว ยังอาจจะทำให้ควบคุมโรคได้ไม่ดี โรคอาจกำเริบได้
     - ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด แพทย์จำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อดูระดับกรดยูริก และหน้าที่การทำงานของตับและไตเป็นระยะๆ รวมทั้งอาจต้องปรับเปลี่ยนยา หรือขนาดของยาตามความเหมาะสม
     - ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยเรื่องอื่นหรือไปพบแพทย์ ควรนำยาที่รับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง
     - รับประทานอาหารให้ถูกส่วน ครบหมู่ และเหมาะสม รวมทั้งดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 3,000 มิลลิลิตร
     - หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์
     - ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อข้อที่รุนแรง
     - หลีกเลี่ยงการบีบ นวด ถู บริเวณข้อ เนื่องจากสามารถกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบได้
     - ไม่ควรเริ่มรับประทานยาลดกรดยูริกเมื่อมีข้ออักเสบกำเริบอยู่ (ในรายที่ยังไม่ได้รับประทานยาลดกรดยูริก) และไม่ควรหยุดรับประทานยาลดกรดยูริกเมื่อมีข้ออักเสบกำเริบ (ในรายที่กำลังรับประทานยาลดกรดยูริกอยู่) เนื่องจากการกระทำทั้ง 2 อย่างจะทำให้มีการแกว่งของระดับกรดยูริกในเลือด ซึ่งจะกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบเป็นรุนแรงขึ้นหรือนานขึ้น

ขอบคุณที่มาของแหล่งความรู้ : http://www.healthtodaythailand.com/






วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ป้องกันเกิดโรคในวัยทอง

 
หญิงวัยทอง มักเป็นช่วงต่อระหว่างวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและในวัยสูงอายุ โดยประชากรชายและหญิง
ในช่วงอายุ 40 หรือ 45 ปีขึ้นไปร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะมีการผลิตฮอร์โมนเพศลดลง 
ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลในวัยนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นในครอบครัวและสังคมได้ 
 
ผู้ชายวัยทอง  การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเพศชาย
(Testosterone) ไม่ได้ลดลงอย่างเฉียบพลัน ผู้ชายบางคนก็อาจมีหรือหยุดทันทีเหมือนผู้หญิง แต่ก็ส่วนน้อย

ผู้หญิงวัยทอง วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงเป็นช่วงเวลาที่สิ้นสุดการมีประจำเดือนแล้ว 
เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เกิดอาการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว 
กลุ่มอาการหมดประจำเดือน (Menopausal Symptom) ได้แก่ มีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน 
นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่าย บางคนมีปัสสาวะบ่อย แสบ 
เวลาไอจามอาจมีปัสสาวะเล็ด ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

สำหรับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวที่พบ ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือดจากการมีระดับไขมันในเลือดสูง
โดยเฉพาะระดับโคเลสเตอรอล บางรายอาจเกิดโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุมากขึ้น
 
 
 
ป้องกันการเกิดวัยทอง 

ผู้ที่มีอาการไม่มากนัก เพียงแค่ปรับพฤติกรรมทางด้านสุขภาพให้เหมาะสมก็จะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ 
โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีแคลเซียมสูง ลดอาหารจำพวกแป้ง เลี่ยงอาหารไขมันสูง เพิ่มอาหารที่มีเส้นใย 
ควบคุมน้ำหนักตัว ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที 
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและตรวจร่างกายประจำปี ตรวจภายในทุกปี ตรวจเต้านมตามคำแนะนำของแพทย์

ผู้หญิงที่มีอาการมาก แม้มีการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองอย่างดีก็อาจยังมีอาการอยู่ หากพบปัญหานี้
ควรพิจารณาการใช้ยา หรือฮอร์โมนทดแทนภายใต้การดูแลของแพทย์

เมล็ดแฟลกซ์  มีสารลิกแนน Lignans ที่เป็นสารที่พบได้ในเมล็ดธัญพืชทั่วไป เช่น ถั่ว งา โดยในลำไส้ของคนเรา
จะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ และจะไปเปลี่ยนลิกเนนให้เป็นสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ Enterolactone และ Enterodiol 
โดยสารทั้งสองชนิดนี้ ทำหน้าที่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ลดการเกิดโรคหัวใจ และจากการศึกษาพบว่า 
ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในจำนวน 29 คน ที่มีอการของวัยทอง คือมีอาการร้อนวูบวาบ มีเหงื่อออกมาก 
โดยเฉพาะเวลากลางคืน คันตามผิวหนัง นอนไม่หลับ คิดเชื้อง่าย ซึ่งให้กลุ่มทดลองกินเมล็ดแฟลกซ์ป่น 40 กรัม 
หรือ 4 ช้อนโต๊ะทุกวันตลอด 6 สัปดาห์ พบว่าอาการวัยทองลดลง 50% ทีเดียว
 ขอบคุณที่มาแต่ความรู้ที่ได้รับจาก :  http://www.beautyfullallday.com/healthy/

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คอเลสเตอรอล ภัยเงียบใกล้ตัว

  
 เราว่าทุกคนต้องเคยกินไข่บ้างคนกินเป็นอาหารหลักเลย
เพราะมันทำง่ายไม่ต้องยุ่งยาก
แต่ไข่ก้มีอันตรายอยู่ไม่น้อย
แต่ทุกคนก็กินเพราะมันอร่อย
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
   

คอเลสเตอรอล ภัยเงียบ (ร้าย) ใกล้ตัว! (Men’s Health)
ที่มา มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย


          ช่วงหลัง ๆ นี้ผมได้มีโอกาสติดตามข่าวสารทางหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข่าวสารเรื่องสุขภาพที่มักจะติดอ่านเป็นพิเศษ เพราะตัวผมมีปรัชญาในการใช้ชีวิตว่า จะพยายามดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงรับปี 2010 และดียิ่ง ๆ ขึ้นตลอดไป ระหว่างที่อ่านข่าวทำให้รู้ว่าพักหลังผู้คนทั่วโลก มักป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดมากทีเดียว ทั้งในยุโรป อเมริกา และแถบเอเชีย และในแต่ละปี โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ในเมืองไทย

          ส่วนสาเหตุนั้นก็มาจากหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกันหนึ่งในนี้คือ การที่ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอด เลือดตามมา ฟังแล้วประมาทไม่ได้จริง ๆ เมื่อรู้เช่นนี้แล้วทำให้พวกเรายิ่งต้องเพิ่มการดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากเป็น พิเศษ ต้องหมั่นออกกำลังกาย และไม่กินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าประเดี๋ยวโรคภัยจะถามหาเสียก่อน

          ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์ สำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจไว้ในเว็บไซต์ www.healthsquare.org ว่าคอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้สร้างเป็นเยื่อบุเซลล์ สร้างเป็นฉนวนหุ้มเส้นประสาท สร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ที่สำคัญคือฮอร์โมนเพศ

นอกจากนี้ยังใช้สร้างเกลือน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร ร่างกายของเราได้รับคอเลสเตอรอลจาก 2 ทาง คือ

         1.อาหารที่มาจากสัตว์ ทว่าอาหารที่มาจากพืชไม่มีคอเลสเตอรอล อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงอย่างเห็นได้ชัดคือ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง และสัตว์ที่มีกระดอง เป็นต้น

          2.ร่างกายสร้างขึ้นเองที่ตับ เมื่อตับได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารมาก การสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับจะลดลง ในทางกลับกันถ้าลดปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหาร ตับจะสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นมาได้

          สำหรับ โรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Cardiovascular Disease ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้เกี่ยวข้องกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอย่าง มาก ที่ผ่านมามีการทดลองมากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระดับคอเล สเตอรอลในเลือดกับการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

          จากการทดลองในปัจจุบันหลายครั้งพบว่าระดับไขมันในเลือดสูงยังก่อให้เกิดความ เสี่ยงต่อโรคอื่น ๆ ได้อีก เช่น โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ผลการวิจัยในต่างประเทศยังบ่งชี้ด้วยว่าการลดลงของคอเลสเตอรอลทั้งหมดทุก ๆ 1 เปอร์เซ็นต์ จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้ถึง 2 เปอร์เซ็นต์

          ผมนึกถึงคำพูดที่กล่าวไว้ว่า You are what you eat ผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องน่ายินดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืนเลยล่ะครับ หากเรารู้จักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ อาหารที่ว่านี้คืออาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และมีระดับคอเลสเตอรอลต่ำ รวมทั้งอาหารที่มีเส้นยอาหารสูง ผมได้ยินมาว่าชาวต่างประเทศไม่น้อยเริ่มหันไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่ มีส่วนผสมของ Plant Stanol Ester ซึ่งที่ผ่านมาในต่างประเทศมีบางคนก็เริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มี ส่วนผสมดังกล่าว เพราะมองว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ควรคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ

          บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันว่า เมื่อคอเลสเตอรอลสูงแล้วทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร เมื่อได้อ่านข้อมูลที่เป็นเอกสารจากมูลนิธิหัวใจได้อย่างไร เมื่อได้อ่านข้อมูลที่เป็นเอกสารจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย จึงได้ทราบว่าปกติภายในหลอดเลือดจะมีผิวเรียบลื่นสม่ำเสมอ แต่เมื่อมีคอเลสเตอรอลมาจับที่ผนังหลอดเลือดจนพอกหนาเป็นตะกรันไขมัน (Plague) การสะสมของตะกรันไขมันทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลง ดังนั้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดันให้เลือดเคลื่อนที่ผ่านไปได้ ตะกรันไขมันสามารถขวางกั้นระบบไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยง หัวใจ หรือสมองทำให้อวัยวะขาดเลือด เกิดกล้ามเนื้อหัวใจวาย หรือหลอดเลือดในสมองตีบได้

          ส่วนแนวทางการป้องกันไม่ให้เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และควบคุมน้ำหนักตัว รวมทั้งออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี ตามที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

          ตอนที่ผมคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ www.heartandcholesterol.com จึงได้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า วิธีการกินอาหารเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดนั้น สามารถทำได้ นั่นคือการรับประทานคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม เมื่อคุณรับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมอย่างเพียงพอแล้ว คุณก็ต้องรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติเช่นกัน

          ไม่เพียงแต่เท่านี้คุณยังต้องรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid) โดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ทั้งนี้การรับประทานอาหารที่มีกรด ไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ (เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ) จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลอิสระ ให้เป็นคอเลสเตอรอลไลโนเลเอทเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเผาผลาญคอเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มมากยิ่งขึ้น

          ที่สำคัญคือ คุณต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมาก ๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คอเลสเตอรอลเป็นภัยร้ายใกล้ตัว เราต้องรู้เท่าทัน อย่าปล่อยให้คุกคามคุณจนถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ อยากแนะนำให้คุณถือโอกาสหลังปีใหม่นี้ เริ่มปฏิวัติเรื่องการกินและการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง

          Plant Stanol คือสารสกัดซึ่งมีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล โดยจะทำงานกับระบบในร่างกายเพื่อป้องกันการดูดซึมไขมันเลว ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด สกัดมาจากพืชธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ และพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้
          คุมระดับไขมันในเลือดให้ปกติ

          1.หลีกเลี่ยงอาหารพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เนื้อติดมัน สมองสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด

         2.หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เนย ควรใช้ไขมันไม่อิ่มตัว อย่างเช่น น้ำมันรำข้าวแทน

         3.ลดการบริโภคน้ำตาล และของหวานต่าง ๆ

         4.เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารเป็น นิ่ง ต้ม ย่าง อบ แทนการทอดหรือผัด

         5.รับประทานผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักคะน้า ผักกาด ส้ม ฝรั่ง

         6.ควบคุมน้ำหนักอย่าให้มากเกินไป

         7.ออกกำลังกายกายให้สม่ำเสมอ

         8.ตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ขอขอบคุณแหล่งที่มาของความรู้ : www.noonoob.com

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคความดันโลหิตต่ำ ภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้าม

มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดี
ขอเผยแพร่ความรู้นะค่ะ เพราะพอดีที่บ้านคุณแม่ขอดิฉันเป็นอยู่ค่ะ
มาคู่กับวัยทองเลยค่ะ โรคนี้อาจจะดูไม่หน้ากล้วแต่อย่ามองข้ามนะค่ะ






เป็น ที่ทราบกันว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้คนเอาใจใส่และให้ความสำคัญทว่าภัยของโรคความดันโลหิตต่ำนั้นคน ทั่วไปมักไม่รู้เท่าทัน เรามักจะพบผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดีตามปกติ อีกทั้งยังเสริมอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนด้านการงานก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยและไม่มีความกดดัน ทว่ายังคงรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง โดยเฉพาะหลักจากรับประทานอาหารมือกลางวันแล้วจะรู้สึกง่วงซึม เรี่ยวแรงหดหาย นั่งฟุบโต๊ะหาวหวอดๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่มีสมาธิในการทำงานยิ่งไปกว่านั้นอาจมีอาการใจสั่น ขี้หนาว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานล้วนคิดว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศกำลังพอเหมาะ แต่ตนเองกลับรู้สึกว่าช่างหนาวเย็นจับใจจนต้องสวมเสื้อคลุมทับ แต่พอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกลับไม่พบความผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจวัดความดันโลหิตเพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอาการ ที่เกิดขึ้นจะเป็นผลมาจากความดันโลหิตต่ำ

          อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ

          โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) และความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ต่ำกว่า 100/70 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) จะ ถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ ซึ่งจะพบบ่อยในสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตต่ำ

          ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้าง...

          ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยความดันโลหิตต่ำชนิดเฉียลพลันหมายถึงว่า ความดันโลหิตต่ำลงอย่างฮวบฮาบจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะแสดงอาการหลัก ๆ คือ หน้ามืดและช็อคหมดสติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นลมหรือหัวใจล้มเหลว แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เราพูดถึงกันโดยทั่วไปนั้นหายถึงความดันโลหิตต่ำ ชนิดเรื้อรัง ซึ่งแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้

          1.ความ ดันโลหิตต่ำที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุ: ส่วนใหญ่พบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือรูปร่างที่อ่อนแอผอมบาง ซึ่งมักจะพบในหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวและผู้สูงอายุ บางรายไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ ปวดศีรษะหรืออาจจะถึงขั้นเป็นลม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงอาการจะยิ่งชัดเจนขึ้น

          2.ความ ดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนอิริยาบถ: หมายถึงความดันโลหิตจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนท่าทางจากการนอนมา เป็นการนั่งหรือยืนในทันที หรือมีการยืนนาน ๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ ใจสั่น ปวดต้นคอ ปวดหลังฯลฯ

          3.ความ ดันโลหิตต่ำจากการใช้ยาหรือการเจ็บป่วยของร่างกาย: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคหัวใจรูมาติก ขาดสารอาหารเรื้อรัง ยาลดความดันโลหิต ยากกล่อมประสาท ยาต้านโรคซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใช้ยาความดันมากเกินขนาดเพื่อให้ความดันโลหิตต่ำ ลงโดยเร็วและลดต่ำลงมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างเฉียบพลันหลังปัสสาวะ เนื่องจากปัสสาวะถูกขับออกไปทำให้ความดันในช่องท้องลดต่อลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่กลับไปสู่หัวใจลดน้อยลงด้วย ทำให้เกิดอาการเป็นลมเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลงอย่างเฉียบพลันซึ่งมักจะ เกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้สูงอายุตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึง

          โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร

          ผู้ ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบางรายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่บางรายจะมีอาการหูอื้อ ปวดศีรษะ ตาลาย ปวดหลังและบั้นเอว มือเท้าเย็น อ่อนเพลีย สมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ หรือรู้สึกว่าสมองถูกบีบคั้น ปวดแสบปวดร้อน หรือท้องเดิน ท้องผูก มีแก๊สสะสมในลำไส้ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ฯลฯ

          อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไม่อาจมองข้ามได้

          คน ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าความดันโลหิตและไขมันในเลือดนั้นเหมือนกันคือยิ่งต่ำ ยิ่งดี ทว่าแม้จะต่ำก็ต้องมีขีดจำกัด หากความดันโลหิตต่ำเกินไปย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือดฝอยส่วนปลายในร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยง รวมท้งเกิดการคั่วของคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึมและ ที่สำคัยคือ อาจจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมองเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อ เลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ขี้หลงขี้ลืมสมองล้า ไม่มีสมาธิฯลฯ หากไม่มีการบำบัดอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลด ลง ความสามารถในกาองมองเห็นและการได้ยินลดลง อ่อนเพลียซึมเศร้าก่อให้เกิดอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุหรือเป็นตัวเร่ง อาการให้หนักขึ้นหรืออาจส่งผลให้หกล้มเนื่องจากเป็นลม ทำให้กระดูกหักได้ อีกทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ด้วย

          การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร...

          การ แทพย์จีนได้จัดโรคความดันโลหิตต่ำให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการพร่องลงของ พลังซี่และเลือดในร่างกายหรือที่เรียกว่าชี่พร่อง-เลือดพร่องนั่นเอง เลือดกับพลังชี่มีคุณสมบัติต่างกันคือ เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งและให้ความชุ่มชื้น ส่วนพลังชี่เนหยางชอบความเคลื่อนไหวและให้ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของเลือดกับพลังชี่แท้ที่จริงแล้วก็คือความสัมพันธ์ของ หยิน-หยางในระบบการไหลเวียนของเลือดนั่นเอง

          -เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน; กระบวน การเกิดและการสร้างเลือดต้องอาศัยพลังชี่และการเคลื่อนไหวของพลังชี่ ถ้าพลังชี่สมบูรณ์ เลือดก็จะสร้างขึ้นมาได้อย่างเพียงพอ และในทางกลับกันพลังชี่ก็ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้น การไหลเวียนของเลือดจะนำพาพลังชี่ไปสู่ทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้าเลือดพร่องลง พลังชี่ก็จะพร่องตามไปด้วย ทำให้ชี่พร่องและเลือดพร่องมักจะเกิดขึ้นร่วมกันอยู่เสมอ

          -พลัง ชี่ผลักดันการไหวเวียนของเลือด: เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งไม่สามารถไหลเวียนได้เองต้องอาศัยแรงผลักดันจาก พลังชี่ จึงกล่าวได้ว่า พลังวิ่งเลือดเดิน พลังนิ่งเลือดหยุด ถ้าพลังชี่พร่องลง เลือดก็จะไหลเวียนช้าลง ทำให้ชี่และเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึงส่งผลให้ เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่าง ๆ ได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

          การ แพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิธีบำรุงชี่-บำรุงเลือดเพื่อบำบัดภาวะความดันโลหิต ต่ำ เมื่อชี่-เลือดในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตก็จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคความดันโลหิตต่ำก็จะทุเลาลงหรือหายไปในที่สุด

          วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ

          1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตในร่างกาย

          2.พักผ่อนให้เพียงพอ:  ความ เหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอต่างก็ยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตรากตรำทำงานเกินควร หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนหลับไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป

          3.หลีก เลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป: การเก็บของไม่ควรก้มศีรษะลงโดยตรงแต่ควรทรุดตัวนั่งยอง ๆ ลงก่อน ยามตื่นนอนไม่ควรลุกยืนขึ้นมาในทันทีทันใด แต่ควรรอให้แน่ใจว่าร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น

          4.ใส่ ใจสภาพแวดล้อมและการแต่งกาย: ไม่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ำลง นอกจากนี้การผูกเน็คไทแน่นเกินไป การสวมเสื้อที่มีปกเสื้อสูงหรือคอเสื้อแคบเกินไปอาจจะไปกดทับหลอดเลือด แดงบริเวณต้นคอส่งผลให้ความดันต่ำลงจนหน้ามืดเป็นลมได้

          5.เพิ่ม สารอาหารให้เพียงพอ: ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำนั้น หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตยิ่งต่ำลงไปอีก แต่หากเสริมอาหารให้เพียงพอจะช่วยให้ความดันโลหิตเข้าใกล้ระดับปกติมากยิ่ง ขึ้นอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสที่จะลดลงหรือหายไปได้
          6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง: เช่น เชลเลอรี ฟักเขียว ถั่วเขียว มะระ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล หัวไชเท้า เป็นต้น

          7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายทำให้ระบบประสาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรงทั้งยังรักษาความดันโลหิตต่ำให้ดีขึ้น

          8.เลือก ประเภทการออกกำลังอย่างเหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องยืนนาน ๆ หรือต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ ส่วนผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายก่อนการออกกำลัง ควรตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนทางที่ดีควรออกกำลังภายใต้คำแนะนำของแพทย์และ ครูผู้เชี่ยวชาญ

          9.ใช้ ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอาการเจ็บป่วยใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าว่าตนมีอาการความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงไปอีก


         


ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 
ขอบคุณสำหรับแหล่งความรู้ : thaihealth

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด

  ป่วย “ใจ” สะเทือนถึง “หัวใจ” โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจขาดเลือด
นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ จิตแพทย์
     ในปัจจุบันทางการแพทย์และทางจิตเวชดูเหมือนจะรับรู้และยอมรับกันแล้ว ว่า “กาย” กับ “ใจ” มีความสัมพันธ์กัน การป่วยใจอาจทำให้ป่วยกาย และการป่วยกายก็อาจทำให้ป่วยใจไปด้วย โรคซึมเศร้ากับโรคหัวใจก็เป็นหนึ่งในนั้น ลองมาติดตามกันดูครับว่าสองโรคนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
ความสัมพันธ์ของสองเรา
     จากการศึกษาพบว่า โรคซึมเศร้า (depressive disorder) กับโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) มีความสัมพันธ์กันใน 3 กรณีดังต่อไปนี้

     1. โรคซึมเศร้าทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
     มีการศึกษาหลาย ชิ้นที่ได้ทำการติดตามผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งในตอนแรกยังไม่ได้เป็นโรคหัวใจขาด
เลือด เป็นเวลา 13-27 ปี เพื่อดูว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากน้อย แค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับคนทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดประมาณ 8.2% ซึ่งมากกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่เป็นโรคซึมเศร้า) ถึง 1.7-4.5 เท่าตัว จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่าการเป็นโรคซึมเศร้านาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบขี้หงุดหงิด ใจร้อน โมโหง่าย ชอบแข่งขัน(หรือเปรียบเทียบ)กับคนอื่น และทำอะไรรีบๆ ร้อนๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากยิ่งขึ้น

     2.โรคหัวใจขาดเลือดทำให้เกิดโรคซึมเศร้า
      จากการศึกษาพบว่า ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดนั้นพบความชุกของโรคซึมเศร้าได้มากถึง 17-27% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าความชุกของโรคซึมเศร้าในคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าที่มาก ขึ้น

     3.ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
      นอกจากความสัมพันธ์ในสองแบบแรกแล้วยังพบอีกว่า การที่ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะทำให้อาการของโรค หัวใจรุนแรงมากขึ้น มีโอกาสเป็นซ้ำสูงขึ้น และมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย
ขอยกตัวอย่างการศึกษาของ Leeperance (1996) ซึ่งได้ทำการติดตามอาการของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเป็นเวลา 18 เดือน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือ 1) กลุ่มที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย และ 2) กลุ่มที่ไม่มีโรคซึมเศร้า ผลการศึกษาพบว่า หลังจาก 18 เดือนผ่านไป กลุ่มที่เป็นโรคหัวใจร่วมกับโรคซึมเศร้าจะเสียชีวิตประมาณ 21% ส่วนกลุ่มที่เป็นโรคหัวใจอย่างเดียวจะเสียชีวิตประมาณ 8% เท่านั้น
     และ หากดูผลการศึกษาหลายๆ ชิ้นจะพบข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันคือ ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าผู้ ป่วยที่ไม่มีโรคซึมเศร้า 2-3 เท่าตัว และจากการศึกษาต่อมายังพบอีกว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้าร่วมด้วยหากรักษาโรคซึมเศร้าแล้วอัตราการ เสียชีวิตก็จะลดลงมาใกล้เคียงปกติได้

สาเหตุที่เรามีความสัมพันธ์กัน
     ในแง่ของพฤติกรรม เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการเบื่อ ไม่อยากทำอะไร ทำให้ไม่สนใจดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแย่ลง จึงมีโอกาสทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนทั่วไป ส่วนในคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็มักจะทำให้อาการของโรคแย่ลง อีกทั้งพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีโรคซึมเศร้ามักจะไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของ แพทย์ ขาดยาบ่อยๆ รวมทั้งไม่ไปพบแพทย์ตามนัดอีกด้วย
ในขณะเดียวกันตัวโรคหัวใจขาดเลือดเองก็ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรง จึงทำให้ผู้ที่เป็นเกิดความเครียดและความกังวลหลายอย่าง อีกทั้งอาการของโรคหลายครั้งก็จำกัดการทำกิจกรรมของผู้ป่วย (เช่น เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก) จึงทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย

      ในแง่การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โรคซึมเศร้าก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในร่างกาย เช่น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น มีโอกาสเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้น การทำงานของเกล็ดเลือดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากนี้การเป็นโรคซึมเศร้าเป็นระยะเวลานานจะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น (ฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สัมพันธ์กับความเครียด) ซึ่งผลของการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนคอร์ติซอลนี้ปลายทางแล้วจะทำให้ระดับไขมัน ชนิดแอลดีแอลสูงขึ้น (ไขมันแอลดีแอล (LDL) เป็นไขมันไม่ดี ค่ายิ่งสูงยิ่งไม่ดี) แต่มีไขมันชนิดเอชดีแอลลดลง (ไขมันเอชดีแอล (HDL) เป็นไขมันที่ดี ค่ายิ่งเยอะยิ่งดี) ซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดให้สูงขึ้น

สุดท้าย
     จากผลการศึกษาทั้ง หมดทั้งปวงนี้สรุปได้ว่า “กาย” กับ “ใจ” นั้นมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นนอกจากเราจะดูแลสุขภาพ “กาย” แล้วก็อย่าลืมนึกถึงสุขภาพ “ใจ” ด้วยนะครับ ถึงจะเรียกได้ว่ามีสุขภาพดีอย่างแท้จริง และสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หากพบว่าตัวเองเหมือนจะมีอาการซึมเศร้าแล้วละก็ ให้รีบมาพบแพทย์นะครับ
     เพราะยิ่งรับการรักษาเร็วเท่าไรก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ “หัวใจ” เท่านั้น 

ยังไงก็รักษาสุขภาพ

 รักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย 
กินอาหารให้เป็นประโยชน์ด้วยนะค่ะ

ขอบคุณสำหรับแหล่งความรู้